พมจ.อ่างทอง ประชุมคณะอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ สรุปสถาการณ์ในรอบปี 2569



เมื่อวันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 14.00 น.
ณ ห้องประชุมป่าโมก ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง


ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จังหวัดอ่างทอง ครั้งที่ 2 / 2569 โดยมี นายไพบูลย์ ศุภบุญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธาน และมี นายโอภาศ ศรีฉันทะมิตร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอ่างทอง กล่าวความเป็นมา พร้อมด้วย นางสาวสุภาพร ทองมา นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการ


 

การประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 2/2569 เพื่อรับทราบรายงานสถานการณ์ การดำเนินงาน และร่วมกันพิจารณาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อกำกับ ติดตาม และขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัดอ่างทองให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด


สำหรับสถานการณ์การค้ามนุษย์: สหรัฐอเมริกาจัดอันดับประเทศไทยอยู่ในระดับ Tier 2 ในรายงาน TIP Report 2025 โดยในปีงบประมาณ 2568 ประเทศไทยมีการดำเนินคดีค้ามนุษย์รวม 226 คดี (ส่วนใหญ่เป็นแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี 100 คดี) มีผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือคุ้มครองสังกัด พม. 134 คน

สรุปผลการดำเนินงานในพื้นที่: จ.อ่างทอง ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครบถ้วนทั้ง 30 โครงการ/กิจกรรม ครอบคลุม 4 ด้าน (ดำเนินคดี, ป้องกัน, ช่วยเหลือคุ้มครอง และบริหารจัดการ)


 

พิจารณาแนวทางสนับสนุน: รับทราบแนวทางการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 3 ประเภท (ช่วยเหลือผู้เสียหาย, สนับสนุนโครงการ และเงินรางวัล/ค่าตอบแทน)

ในปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา จังหวัดอ่างทองมีการดำเนินกิจกรรม/โครงการรวมทั้งสิ้น 30 โครงการ (ดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด) เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในพื้นที่ ตามเงื่อนไข 4 ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย

ประเด็นยุทธศาสตร์ 1 ด้านการดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมาย รวม 3 โครงการ

ประเด็นยุทธศาสตร์ 2 ด้านการป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ รวม 23 โครงการ

ประเด็นยุทธศาสตร์ 3 ด้านการการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวม 2 โครงการ

ประเด็นยุทธศาสตร์ 4 ด้านการบริหารจัดการระบบฐานข้อมูล รวม 2 โครงการ



ข้อเสนอแนะที่สำคัญ 11 ข้อต่อการดำเนินงานของประเทศไทย

1. ดำเนินการเชิงรุกในการสืบสวนและดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และพิจารณาลงโทษต่อผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ที่เหมาะสมและเพียงพอ ซึ่งควรรวมถึงโทษจำคุกระยะยาว

2. ดำเนินการใช้กลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism : NRM) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อระบุและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกแสวงประโยชน์จากการใช้แรงงานบังคับและการบังคับให้กระทำความผิดทางอาญาในกรณีการหลอกลวงทางออนไลน์ (online scam) ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเดินทางเข้ามาหรือใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน และยุติการส่งผู้เสียหายไปยังสถานกักกัน (Immigration detention centers) รวมทั้งดูแลไม่ให้ผู้เสียหายถูกลงโทษอย่างไม่เหมาะสมจากการกระทำผิดกฎหมายอันเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์

3. กำหนดให้มีการใช้แนวทางการยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (Victim Centered) และการคำนึงถึงบาดแผลทางจิตใจ (Trauma - Informed) ซึ่งรวมถึงกระบวนการสัมภาษณ์ของทีมสหวิชาชีพและการตรวจแรงงาน และเพิ่มผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) ในทีมสหวิชาชีพให้เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานเพื่อสนับสนุนความพยายามข้างต้น

4. บังคับใช้การคุ้มครองแรงงานในอุตสาหกรรมประมงและภาคส่วนการค้าต่าง ๆ รวมถึงระบบการจ่ายค่าจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการกำหนดอายุขั้นต่ำในการทำงาน

5. เสริมสร้างความตระหนักรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจข้อบ่งชี้ของการค้ามนุษย์ อาทิ การบังคับทำงานใช้หนี้ การทำงานเกินเวลามากเกินจำเป็น การยึดเอกสารของลูกจ้าง และการทำงานโดยไม่ได้รับผลตอบแทน

6. เพิ่มการใช้ล่ามและการเข้าถึงบริการล่ามแปลภาษาเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายในสถานคุ้มครอง

7. ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้สามารถนำมาตรา 6/1 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไปใช้ในการระบุตัวตนและคัดแยกผู้เสียหายจากการถูกบังคับใช้แรงงานหรือบริการอย่างมีประสิทธิภาพ

8. กำหนดให้สถานคุ้มครองฯ ของรัฐและสถานคุ้มครองที่ดำเนินการโดยองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ (NGOs) ดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางจิตใจของผู้เสียหาย (Trauma - Informed) และให้การดูแลผู้เสียหายรายบุคคล (Individualized Care) อย่างเพียงพอ อาทิ การช่วยเหลือทางกฎหมายและการเยียวยาสภาพจิตใจ รวมทั้งดำเนินนโยบายที่สม่ำเสมอในการให้บริการผู้เสียหายในสถานคุ้มครองทุกแห่ง

9. กำหนดให้สืบสวนการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ในกรณีละเมิดสิทธิแรงงานและข้อร้องเรียนของแรงงานต่างด้าวที่มีข้อบ่งชี้ว่าเข้าข่ายการถูกบังคับใช้แรงงาน รวมถึงการบังคับใช้แนวทางการส่งต่อกรณีที่อาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์ด้านแรงงานจากพนักงานตรวจแรงงานไปยังทีมสหวิชาชีพและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

10. กำหนดและบังคับใช้นโยบายเพิ่มความสามารถให้กลุ่มผู้เสียหายโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ในการเดินทางเข้า - ออก สถานคุ้มครองโดยอิสระและสามารถเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารได้อย่างสม่ำเสมอ

11. ให้ข้อมูลแก่สาธารณชน รวมถึงแรงงานข้ามชาติ คนไร้รัฐ ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์และศาสนา เกี่ยวกับการสรรหา การขนส่ง และการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ รวมถึงปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์และอุตสาหกรรมประมง

 

เรียบเรียงเป็นข่าวและภาพโดย

สำนักานข่าวท้องถิ่นจังหวัดอ่างทอง
(AngthongNews)
080 - 549 8787